รีวิว Star Player World Cup 2018 Russia #7 Romeo Lukaku

World cup 2018 Russia, Romeo Lukaku โรมีโอ ลูกากู, Super Star Player

Edison Cavani เอดิสัน คาวานี่ เป็นนักฟุตบอลชาวอเมริกาใต้ที่เล่นอยู่ในยุโรป แต่ได้รับการเทียบชั้นให้เป็นนักเตะระดับโลก Super Star Player เรียบร้อยแล้ว และเค้ากับทีมชาติจอมโหด อุรุกวัย ได้เข้ารอบไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย World Cup 2018 Russia ปีนี้ด้วย และในทีมชาติอุรุกวัยแม้จะเป็นทีมไม่ดังมาก แต่เต็มไปด้วยนักเตะที่พร้อมจะทำเซอร์ไพรซ์ปีนี้แน่นอน

รีวิว Star Player World Cup 2018 Russia #7  Romeo Lukaku

ไปพบกับประวัติดาวดัง World Cup 2018 #7 Romeo Lukaku โรมีโอ ลูกากู กัน

เอดิสัน คาวานี่ เกิดและโตที่เมืองซัลโต้ เเละเป็นชาวอุรุกวัยโดยกำเนิด และอย่างที่ทราบกันประเทศในแถบอเมริกาใต้เช่นอุรุกวัยหรือประเทศอื่นๆข้างเคียงนั้นต่างก็มีปัญหาเศรษฐกิจและประชาชนก็ค่อนข้างยากจน มีความเป็นอยู่แร้นแค้น ครอบครัวของราวานี่ก็ไม่ต่างกัน บางครั้งพ่อแม่ของเค้า แทบจะหาอาหารเย็นมาให้เค้ากับพี่อีกสองคนกินไม่ได้ด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม ครอบครัวของเค้าและตัวคาวานี่เองก็ถูกปลูกฝังให้รักในฟุตบอลมาตั้งแต่เด็กๆเเล้ว โดยที่มีพ่อของเค้าหลุยส์ คาวานี่ เคยเป็นอดีตนักฟตบอลมาก่อน จึงได้สอนและฝึกหัดทักษะพื้นฐานการเล่นให้กับเค้า เเละสิ่งนี้เองช่วยให้เค้ามีความสนใจอย่างจริงจังเรื่องกีฬาชนิดนี้ตั้งแต่นั้นมา และในที่สุดเค้าก็นำทักษะนี้มาพัฒนาใช้เป็น นักบอลข้างถนน ที่มีความสามารถตั้งแต่นั้นมา ก่อนที่เค้าจะอายุถึง 10 ขวบ พี่ชายสองคนโตของเค้า สามารถกลายเป็นนักบอลอาชีพได้ไปก่อน แต่สำหรับคาวานี่ พ่อแม่ไม่ได้กดดันเค้าต้องให้ไล่นามความฝันหรือเร่งรัดที่จะต้องเป็นนักบอลให้ได้ แน่ถึงกระนั้น ตอนอายุยังไม่ถึง 10 ขวบ เค้าก็เล่นฟุตบอลกับเด็กที่โนกว่าเยอะแล้ว นั่นทำให้เค้าถูกเอาเปรียบและต้องโดนไล่เตะไล่บี้จากรุ่นพี่เพราะสู้ไม่ได้ไปบ่อยๆ แต่นี่ก็ไม่ได้ทำให้เค้ายอมแพ้และเลิกเล่นบอลแต่อย่างใด แต่ตรงกันข้าม เค้ากลายมาเป็นเด็กที่เติบโตมาได้อย่างเเข็งแกร่งมีพรสวรรค์และมุ่งมั่น เมื่อเค้าเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น คาวานี่ขอเข้าร่วมกับทีมเยาวชนของเมือง และทำได้ในการพิสูจน์ตัวช่วงไม่กี่เดือนแรกในการเก็บตัวซ้อมกับเด็กคนอื่นๆ และด้วยประสบการณ์การเล่นระดับจริงของทั้งพ่อและพี่ชายคนโต ได้ช่วยให้คาวานี่สามารถฝ่าฟันการทดสอบฝีเท้าและการเคี่ยวเข็ญในทีมจนได้เป็นหนึ่งในทีมชุดที่ชื่อว่า ดานุบิโอ ประจำปี 2006 ในที่สุด ตอนนี้นี่เอง ที่ผู้คนเริ่มจะได้ยินชื่อเสียงที่ใกล้จะเป็น Super Star Player ระดับโลกเข้าไปมากขึ้นของเค้า และรับทราบถึงความสามารถที่โดดเด่นของเด็กหนุ่มที่ชื่อ เอดิสัน คาวานี่แล้ว ในฐานะ กองหน้าที่มีความเฉียบคม ทั้งแข็งแกร่งรูปร่างกำยำ แต่ก็รวดเร็ว เล่นได้ดีทั้งกลางอากาศและบนพื้น และยังเล่นลูกตั้งแต่ยิงฟรีคิ้กก็ได้ ตำแหน่งที่เค้าเริ่มเล่นนั้น แม้จะเป๋นกองหน้าตัวเป้า แต่บางครั้ง เค้าก็เล่นเป็นตัวต่ำได้ เพราะความขยันที่วิ่งไล่บอลได้ไม่มีวันเหนื่อย เค้ายังสามารถโดนปรับไปเล่นปีกได้อีกด้วย

ในที่สุดเมื่อเค้าเล่นกับทีมท้องถิ่นทีมนี้ได้เพียง 2 ปี เค้าก็สร้างชื่อเสียงได้ให้ตัวเองดังมากขึ้น ไม่เพียงแค่ในทวีปอเมริกาใต้อีกต่อไปแล้ว เเต่ตอนนี้ดังไปไกลถึงยุโรปด้วย เพราะว่ามีทีมจากอิตาลีจับตาดูเค้ามากมายและ เช่นเดียวกับอดีตดาวดังชาวอุรุกวัย หลายคน ที่ย้ายมาเล่นแล้วก็ดังถึงระดับโลกในที่สุด เช่น ฟองเซก้า หรือ ฟอร์ลันที่ไปเล่นในเสปน เค้าตัดสินใจย้ายไปค้าแข้งกับ ทีมปาร์เลโม่ ที่ได้ยื่นข้อเสนอซื้อตัวเค้ามาเป็นทีมแรก ด้วยจำนวนเงิน 4.5 ล้านยูโร แม้ว่าจะมีข่าวว่าทีมใหญ่กว่านี้ ทั้งมิลานเเละยูเว่กำลังจับตาดูเค้าด้วย และหลังจากนั้น ชีวิตในการค้าแข้งของเค้าก็เปลี่ยนไป การเดินทางสู่การเป็นนักเตะระดับโลก Super Star Player เต็มตัวเริ่มขึ้นแล้ว

ประวัติชีวิตส่วนตัว

คาวานี่ เล่นให้กับทีมใหม่แห่งอิตาลี อยู่ 4 ปี ทั้งหมด 109 เกมในลีก ยิงไปได้ 34 ประตู หลังจากนั้นในปี 2010 คาวานี่ก็ได้ย้ายทีมไปเล่นกับสโมสรที่2ในอิตาลี คือนาโปลี ด้วยร่าตัวที่เพิ่มไปมากขึ้นถึง 17 ล้านแล้วตอนนี้ และการเล่นของเค้าก็ตอบแทนค่าตัวได้อย่างดีเมื่อเค้ายังแสดงความร้อนแรง ช่วยให้นาโปลี ได้เเชมป์ เเละเป็นเเชมป์แรกในชีวิตของเค้าด้วย นั่นคือการ คว้าถ้วย โคปป้า อิตาเลีย ในปี 2011-2012 ด้วยการเป็นดาวยิงสูงสุด 5 ประตูประจำทัวนาเม้นด้วย และใน2 แรกในลีกคาวานี่ก็ยังยิงระเบิดในกัลโช่ด้วยจำนวน 33 ประตู แต่ตัวเลขก็ก้าวกระโดดไปอีกในปีที่3 ของเค้ากับนาโปลีืด้วยจำนวนทวีมากถึง 38 ลูก และเป็นปีนี้เองที่เค้าได้รางวัลดาวยิงสูงสุดประจำเซเรียอา ด้วยตัวเลข 29 ประตู และในปี 2013 เค้าได้ย้ายไปร่วมทรมกับสโมสรต่างเเดนอีกครั้งหนึ่ง นั่นคือ ประเทศฝรั่งเศษเมื่อ ทีมยักษ์ใหญ่อย่างปารีสเเซงต์แชกเเมง ซึ่งตอนนั้นกำลังเป็นข่าวดัง เพราะว่าได้ทุนเงินหนุนหลังในการเสริมทัพแบบบ้าระห่ำ ทุ่มเงินมหาศาลซื้อตัวสตาร์มากมายจากทั่วโลกไปโกยแชมป์ และพวกเค้าก็ เล็งตัวกองหน้าตัวใหม่เป็นคาวานี่นี้เอง จนเสนอเงินมหาศาลถึง 64 ล้านยูโร มากเป็นประวัติกาลสูงสุดในประเทศฝรั่งเศษ และก็ไม่ผิดหวังกับค่าตัวอีกเมื่อทีมปารีส สามารถคว้าเเชมป์มากมายด้วยการมีคาวานี่ยืนหอก คือ ลีกเอิง3 สมัย ถ้วยบอลใหญ่ของฝรั่งเศษ 4 สมัย เเละถ้วยเล็กอีก 3 สมัย นับว่าประสบความสำเร็จที่สุดในชีวิตกับปารีส เเละยังช่วยกันสร้างให้ทีมเป็นมหาอำนาจขั้วใหม่ของลีกเอิงในยุคปัจจุบัน

ส่วนในทีมชาติ ราวานี่ก็ประสบความสำเร็จไม่แพ้กัน เค้าติดทีมชาติมากมายและในปี 2008 เป็นเกมแรกที่เค้าได้ประเดิมสนามให้กับอุรุกวัยืในนัดที่เจอกับ โคลอมเบีย เป็นประตู และหลังจากนั้นจนถึงทุกวันนี้ เค้าติดทีมชาติไปทั้งหมด 100 เกมและยิงไปกว่า 42 ประตูในทีมชาติแล้ว โดยน่าสนใจที่เป็นรองเพียง หลุยส์ ซัวเรส ดาวยิงสูงสุดของบาร์ซ่า เพียงเท่านั้น แต่ไม่แน่ว่าปีนี้การแข่งขันบอลโลก World Cup 2018 Russia เค้าอาจจะทำลายสถิตินี้ก็ได้

ในระดับชาตินั้น เค้าก็ทำผลงานได้ไม่แพ้กันเมื่อได้เล่น ในทัวรนาเม้นการแข่งขันดังๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ฟึตบอลโลกปี 2010 ฟุตบอลโคป้าอเมริกาในปี 2011 ฟีฟ่าคอนเฟเดอเรชั่นคัพปี 2013 จนถึงบอลโลกปี 2014 เเละ โคปป้าอเมริกา 2015 จนล่าสุดปัจจุบัน เมื่อเค้้าเล่นบอลโลกรอบคัดเลือกสำหรับ ฟุตบอลโลกปี 2018 เพิ่งจะเสร็จสิ้นไปและได้ สิทธิเรียบร้อยแล้ว ด้วยความยอดเยี่ยมสามารถเป็นดาวซัลโวของรอบคัดเลือกทวีปอเมริกาใต้ไปด้วยจำนวน 10 ประตูด้วยกัน

ประสบความสำเร็จกับสโมสร

คาวานี่ เล่นเกมเปิดตัวนัดเเรกกับลีกอิตาลี ในปี 2007 ด้วยการลงเตะให้กับปาร์เลโม่เเข่งกับฟิออ ตอนที่ทีมตามอยู่ประตู 0-1 และเค้าก็สร้างความตื่นเต้นทันทีเมื่อยิงประตูตีเสมอให้ได้ ทันทีในนาที 70 แต่ที่น่าสนใจมากคือ ประตูเปิดตัวลูกนี้ของเค้าสวยงามมาก มีความคล้ายคลึงกับลูกยิงของ มาโก แวน บาสเทน ที่ยิงในนัดชิงชนะเลิศ บอลยูโร 1988 ที่เป็นตำนานเรียกว่าลูกยิงใบไม้ร่วงนั่นเอง

ทว่าในฤดูกาลที่สองของเค้ากับทีม รอสซาเนโร่ กลับพบความยากลำบากเข้าไปอีกเมื่อ ในทีมมีศูนย์หน้าที่ฝีเท้าเยี่ยมไม่แพ้กันอีกสองคนในทีมอยู่แล้ว เเละทำให้ต้องแข่งขันแย่งชิงตำแหน่วตัวจริงอย่างดุเดือด ทั้งสองคนคือ อเมารี และ ฟาบริซิโอ มิคโคลี่ ทีมชาติอิตาลีทั้งคู่ ทำให้โอกาสลงเล่นของเค้ามีไม่เยอะมากเท่าที่ควร แต่ว่าทุกอย่างดีขึ้นเมื่อ อเมารีได้รับความสนใจเเละถูกยูเวนตุสดึงตัวไปร่วมทีมในที่สุด ในปี 2008 ทำให้เหลือเพียง เค้ากับ มิคโคลี่ 2 คน จนทำให้ทั้งคู่ สร้างการเล่นประสานงานกันฐานะกองหน้าคู่ที่รู้ใจกันได้อย่างสุดยอด และเป็นตัวจริงตัวหลักพร้อมกันอย่างเหนียวแน่น เพราะว่าในขณะที่คาวานี่สูงใหญ่และเเข็งแกร่งมาก มิคโคลี่ คู่หูเตี้ยแต่เร็วคล่องและจี๊ดมาก ทหให้คาวานียิงไปถึง 14 ลูกด้วยกัน ตอนนั้นเร้าได้ชื่อเล่นฉายาจากการเล่นว่า "El Matador" ทีีแปลว่า นักสู้วัวกระทิง เพราะว่าความนิ่งของเค้าเวลาอยู่หน้าปากประตูและยิงแต่ละลูกด้วยความมั่นใจไม่มีสั่นลนลานแต่ละวินาทีไม่ว่าจังหวะจะมารูปแบบไหน ดัจดั่งนักสู้วัวที่แม้ว่าวัวจะพุ่งมาด้วยความเร็ว ดุดันแต่เค้าก็จะหลบมันพ้นด้วยความแม่นยำเสี้ยงวินาทีไม่มีความกลัวตายอย่างใด นอกจากนั้น ในตอนที่เค้าเล่นกับนาโปลี ทั้งโค้ชที่มีกึ๋นยอดเยี่มอย่าง วอลเตอร์ เซงก้า กับ เดลิโอ รอสซี่นั้น ต่างช่วยกันทำทีมได้อย่างน่าชื่นชม และยังได้ปรับปรุงช่วยฝึกสอนพัฒนาขีดความสามารถของคาวานี่ได้อย่างมาก และยังนำพาให้ทั้งเค้าและทีมปาร์เลโมได้ไปเล่นในบอลยุโรปอีกด้วย

ในปี 2010-2011 เป็นฤดูกาลแรกที่ เค้าย้ายมาเล่นกับนาโปลี ตอนแรกเป็นสัญญาแบบยืมตัวก่อน มูลค่าเริ่มต้นที่ 5 ล้านบวกกับออปชั่นซื้อขาดอีก 12 ล้านยูโร และทำประตูได้ 4 เกมการแขางขันจริงแรกได้ครบทุกเกมด้วยรวมถึงในเกมยูฟ่าคัพเช่นกัน นับเป็นสถิติการเปิดตัวที่ดีมาก และหลังจากนั้นเค้าก็ยังทำประตูได้เรื่อย อย่างต่อเนื่อง ทั้งน่าจดจำเพราะความแปลกความยากของการยิง หรือเพราะการยิงให้ทีมพลิกเกมและตีเสมอด้วย ในทีมนาโปลีชุดนั้นถือว่าเป็นทีมรนหนุ่มซึ่งประกอบไปด้วย สตาร์คนอื่นอย่าง มาเร็ก ฮัมสิก เเละ เอเซเกล ลาเวซซี่ ที่เป็น 3 ประสานกันอย่างลงตัว

เท่านั้นไม่พอ เมื่อเจอทีมใหญ่หรือเกมใหญ่ๆที่ต้องตัดสินการเข้ารอบหรือมีความสำคัญ คาวานี่ก็แสดงตัวว่าเป็นที่พึ่งของทีมด้วยจิตใจที่แข๋งแกร่งดุจหินผาได้เสมอ เช่นการยิงนาทีสุดท้ายทดเวลาเจ็บ ให้ทีมเข้ารอบยูฟ่าคัพ เอาชนะ เสตอัว บูคาเรสต์ไปได้ หรือในการอัดเเฮตทริคใส่ ยูเว่ในปี 2011 แบบที่ลูกสุดท้ายเป็น การยิงแบบลูกดีดแบบแมงป่องสวยสดงดงามด้วย หละงจากเซ็นต์สัญญายาวฉบับใหม่ทำให้เค้าอยู่ยาวขึ้นแล้ว ก็ถึงเวลาที่เค้าจะพานาโปลีไปเล่นบอลยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีกเป็นครั้งแรกในชีวิต และก็เล่นได้อย่างดีสมกับความกระหาย โดยแม้จะถูกจับให้เจอกับทีมใหญ่อย่สงเรือใบสีฟ้า แมนซิตี้ในกลุ่ม เค้าก็ยังช่วยยิงประตู่ใส่ทีมเรือใบทั้งเหย้าและเยือนไปได้ โดยช่วยให้ทีมทะลุเข้ารอบจับสลากเหย้าเยือนไปได้อย่างประหลาดใจ จนเข้ารอบต่อไปก็มาจับสลากเจอกับ ทีมสิงโตน้ำเงินครามเชลซี จากเกาะอังกฤษทีมใหญ่อีกทีม ซึ่งในเกมแรกที่บ้านตัวเอง นาโปลีเปิดสนามที่เนเปิ้ล ไล่อัดเชลซี โดยคาวานี่ยิงได้สองลูกและยังส่งอีกลูกให้ลาเวซซี่ยิง ทำให้เกมแรกค้วาชัยกุมความได้เปรียบไปก่อน 3-1 แม้ว่าในเหมเลกสองที่บ้านเชลซี นาโปลี จะต้านไม่ไหวต้องแพ้ไปในสกอร์รวม แต่ว่าคาวานี่ก็นำทีมนาโปลีสำแดงเดชฟุตบอลที่มีคุณภาพประทับใจแฟนบอลทั่วโลกในปีนั้น

ในปี 2013 ในที่สุดท่ามกลางกระเเสข่าวหลากหลายทิศทาง ว่ามีสโมสรระดับยักษ์ใหญ่มากมายเช่น แมนซิตี้ เชลซี และมิลานกำลังคลั่งอยากได้ตัวคาวานี่ที่กำลังฮ๊อตไปร่วมทีมกันนาเป็นมัน ในที่สุดก็เป็น ทีมจากฝรั่งเศษอย่างปารีส แซงต์แชงแมง ทุ่มเงินก้อนใหญ่เป็นอันดับหก ของสถิติโลกฟุตบอล คือ 64 ล้านยูโรได้ตัวคาวานี่มาร่วมทีมในเดือน กคปี 2013 ทำลายสถิติของราดาเมล เฟาเคา 60 ล้านยูโรที่เพิ่งจะย้ายไปร่วมทีมโมนาโกในลีกเอิงเช่นเดียวกันในปีนั้น และยังทำให้คาวานี่ได้ย้ายตามลาเวซซี่ที่มาอยู่กับปารีสก่อนหน้าแล้วประสานงานกันอีกครั้ง แล้วคาวานี่ก็ไม่ทำให้ทีมใหม่ผิดหวังเลย เมื่อเค้าไม่ต้องุเสียเวลาปรับตัวกับลีกฝรั่งเศษเลย หลังเพียงแค่ปีแรก ก็ยิงรวมทุกรายการไปถึง 25 ลูกจาก 43 เกมทุกรายการ และได้ถ้วยใบแรกเป็น บอลถ้วยฝรั่งเศษในปี 2014 คาวานี่ ยังทำผลงานได้ดีขึ้นไปอีกเมื่อเข้าสู่ปีที่สองของตัวเองในฝรั่งเศษ หลังปี 2014-2015 เค้าคว้าเเชมป์กับปารีสได้ถึง 3 รายการทั้งหมดของภายในประเทศฝรั่งเศษ หรือที่เรียกกว่าทริปเปิ้ลเเชมป์ บอลลีกกับบอลถ้วยอีก2 ถ้วยซ้อนทำให้เป็นปีที่เค้าประสบความสำเร็จมากที่สุดในชีวิตการค้าแข้งของตัวเอง และยังเป็นการช่วยสถาปนาให้ทรมปารีสได้กลับมาครองบัลลังก์ของเจ้าแห่งลีกเอิงอีกครั้งด้วย และเค้าก็ได้มาเป็น Super Star Player เต็มตัว หลังจากนั้นในปีล่าสุด คาวานี่ก็ได้ต้อนรับการมาของอีก 2 สตาร์ระดับโลกอย่าง เนย์มาร์ ที่ย้ายมาจากยอดทีมอย่างบาร์ซ่าเพื่อหาความท้าทายใหม่ๆ เเละเอ็มปาเป้ ดาวรุ่งพุ่งแรงจากทีมร่วมลีกเอิงโมนาโกที่ทุบราคาสถิติค่าตัวนักเตะกระจาย ส่งผลให้คาวานี่ไม่ได้เ็นวันแมนโชว์คนเดียวของทีมอีกต่อไป แต่มีเพื่อนๆมาร่วมงานเป็น 3 ประสานแดนหน้าถล่มประตูและพาทีมไล่ต้อนคู่แข่งกระเจิงจนถึงทุกวันนี้นี่เอง

ทีมชาติ

World cup 2018 Russia, Romeo Lukaku โรมีโอ ลูกากู, Super Star Player

ในปี 2007 คาวานีได้เริ่มรับใช้ทีมชาติอุรุกวัยก่อน ในชุดรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปี รายการชิงแชมป์ ทวีปอเมริกาใต้ และเค้าเองได้่รางวัลดาวซัลโวที่ 7 ประตูจาก 9 เกมด้วย และด้วยฟอร์มการเล่าที่เชื่อใจได้ในสีเสื้อทีมชาติเช่นนีี้เอง ในปี 2008 เค้าก็ถูกเรียกตัวไปติดทีมชุดใหญ่ในที่สุด และประตูแรกที่ยิงได้ในทีมชุดใหญ่มาจากเกมเสมอกับโคลัมเบียไป 2-2 ที่การยิงของเค้ามาจากกึ่งกลางบริเวณครึ่งสนามตอนสวนกลับด้วย ทำให้หลังจบเกม กุนซือ วิลล่า โบอาส ต้องออกมาชมคาวานี่ว่าเป็นผู้เล่นที่มีความมสามารถที่เหลือเฟือในการสรรหาวิธีที่ต้องใช้เทคนิคยากๆผสมกับความเร็วของการคิดที่ทำให้เกิดประตูสวยๆและหายากได้บ่อยมาก

ในเกมบอลโลกรอบสุดท้ายปี 2010 เค้าก็มีโอกาสแสดงฝีเท้าได้อย่างเต็มที่ เพราะอุรุกวัยสามารถผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายได้ด้วย เท่านั้นไม่พอ อุรุกวัยนำโดยคาวานี่และซัวเรส ยังทำผลงานได้เหลือเชื่อเป็นม้ามืดประจำการแข่งขัน โดยคาวานี่สามารถทำประตูในเกมเจอเยอรมันได้ด้วย นอกจากนั้น เค้าได้เเชมป์แรกในระดับนานาชาติกับอุรุกวัยในปี 2011 ต่อมากับทัวนาเม้น โคปาอเมริกา เมื่ออุรุกวัย ได้ผ่านทะลุเข้าไปรอบชิงชนะเลิศกับปารากวัย อย่างน่าประหลาดใจทั้งงาน และเค้ากับทีมชาติที่เต็มไปด้วยยอดนักเตะชุดนั้นก็ช่วยกันถล่มปารากวัยไป 3-0 เอาชนะไปอย่างขาดลอย ทำให้อุรุกวัยได้เเชมป์ประจำทวีปสมัยที่ 15 ไปครองอย่างยิ่งใหญ่ตัดหน้าทีมดังอื่นๆ อย่างบราซิลและอาร์เจนติน่าขาประจำไป และจนถึงตอนนี้เค้าติดทีมชาติไปแล้วกว่า100 นัดด้วยกัน

และในฟุตบอลโลกปีนี้ World Cup Russia 2018 นี้เรามั่นใจว่าเค้าจะทำให้อุรุกวัยกลายเป็นทีมม้ามืดได้แน่นอน

วิเคราะห์การเล่น

สำหรับคาวานี่แล้ว การเล่นของเค้านั้นมองเห็นได้ชัดในตำแหน่งกองหน้า เพียงมองดูส่วนสูงความเร็วและความเเข็งแกร่งแล้วก็น่าจะทราบได้ว่าเค้ายิงประตูได้ทั้งบนพื้นเเละกลางอากาศ เทคนิคที่ดีของเค้ายังช่วยให้ยิงลูกแบบที่ต้องใช้ทักษะยากๆได้ด้วย รวมทั้งความเร็วที่สวนทางกับความใหญ่หนาทำให้กองหลังรับมือยากมาก แถมเวลามองความสง่างามและผมยาวสลวยของคาวานี่แล้วดูดุจเจ้าชายจากเทพนิยายกรีกก็ไม่ปาน

อย่างไรก็ตาม คงต้องเปรียบเทียบเค้ากับกองหน้าตำนานอย่างอิบราฮิมโมวิช ถึงน่าจะเหมาะสมที่สุดเพราะว่า มีีสรีระที่คล้ายกันมากและยังเป็นยอดดาวยิงของทีมปารีสมาแล้วทั้งสองคน ดังนั้น ถ้าจะให้เริ่ม คงต้องยอมรับว่า เรื่องการยิงประตูอย่างเดียวเพรียวๆ คงจะเทียบกับซลาตันยาก เพราะว่า ถึงแม้ว่าคาวานีจะยิงให้เยอะมากใน 3 ปีแรกที่เล่นกับปารีสแถมยังเทียบได้เลยด้วยตัวเลข 1.10 ประตูต่อเกมของเค้ากับซลาตันทำให้ดูสูสี เเต่ทว่าถ้ารวมทุกเกมที่ซลาตันเคยเล่นนำมาคิดสัดส่วนด้วยแล้ว ซลาตันทำได้อย่างเหลือเชื่อด้วยตัวเลข 1.34 ประตูต่อเกม เพราะปีท้ายๆของเค้ากับปารีสเรียกว่ายิงเเหลกจนใครเทียบยากเลย

เท่านั้นยังไม่พอ ซลาตันยังยิงได้เเถมพาทีมได้เเชมป์ด้วยเพราะแต่ละลูกเป็นลูกสำคัญที่ตัดสินเกมได้ ในขณะที่คาวานี่นั้นทำให้ทรมได้เเชมป์มากไม่เท่า แถมเสียเเชมป์ให้โมนาโกด้วย อย่างที่เราจะเห็นได้ชัดในเกมเจอกับโมนาโก คาวานี่พลาดโอกาสทองถึง 3 หน ทำให้ทรมทำได้แค่เสมอและอดพลาดการทำสามแต้ม เสียหายโดยตรงกับการขับเคี่ยวแย่งเเชมป์ เท่านั้นไม่พอในเกมอื่นๆอีกด้วยที่เค้าต้องเจอกับเกมที่ตัดสินเป็นตาย เวลาเเข่งกับทีมอื่นๆเค้าก็ไม่สามารถเปลี่ยนโอกาสเป็นประตูได้ทำให้ต้องส่งผลเสียเเชมป์ให้โมนาโกในปีนั้นในที่สุด ทั้งหมดนี้จะสรุปได้ว่าในการยิงประตูนั้น คาวานี่มีทักษะที่ดีอยู่แล้ว เเต่ยังต้องตัฒนาด้านจิตใจเพื่อให้แข็งแกร่งและนิ่งในการพาทีมตัดสินผลแพ้ชนะได้ด้วยลูกยิงของเค้าในอนาคต

เรื่องการจ่ายบอลซึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ศูนย์หน้าควรจะมีความสามารถที่จะช่วยให้ทีมประสานงานกันคล่องมากขึ้นเเละ สร้างสรรค์ เกมในเเดนหน้าโดยเฉพาะกับทรมใหญ่ๆที่เรียกร้องจากสตาร์ทั้งหลายนั้น คาวานี่เมื่อเทียบกับอิบราฮิมโมวิชแล้วเเทบจะเทียบไม่ติดเลย เมื่ออิบราจ่ายบอลถึง 41 ครั้งเฉลี่ยต่อเกม แต่คาวานี่จ่ายเพียง 15 ครั้งเท่านั้นทำให้เห็นได้ว่าคาวานี่ไม่ได้มีส่วนในการทำเกมเท่าไรบริเสณด้านข้างหรือจากหน้าเขต นอกจากนั้น อิบรายังเป็นศูนย์รวมของการบุกของทีมอีกด้วยขนาดที่คาวานี่เป็นตัวจบสกอร์มากกว่า

ในด้านการช่วยเกมรับ หรือที่เรียกว่าการป้องกันที่เรียกร้องให้ศูนย์หน้าต้องวิ่งบีบไล่บอลและเพรสซิ่งใส่ฝ่ายตรงข้ามตั้งแต่แดนหน้านั้น เป็นจุดเด่นของคาวานี่เบย เพราะว่า เค้าเทียบชั้นกับกอวหย้าจอมขยันเช่น หลุยส์ ซัวเรส และ ดิเอโก คอสต้า โดยทำตัวเลข เข้สปะทะชนะหรือ เเทคเกิ้ล ได้มากถึง 0.5 ครั้งต่อเกมเท่านั้นไม่พอส่วนสูงของการได้เปรียบเมื่อแย่งบอลโหม่วทำให้เค้าช่วยทีมป้องกันลูกตั้งเตะเเดนตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพพอกับซลาตันเลยทีเดียว

ในด้านการดวลเดี่ยวหรือการเลี้ยงหลบคู่ต่อสู้นั้น คาวานี่มีตัวเลขที่น่าสนใจคือ มีตัวเลขต่ำมากที่ 0.16 ครั้งที่เลี้ยงผ่านต่อเกม แต่ว่ามาจากตัวเลขความพยายามครั้งที่มากที่ 35% นั้น ก็หมายความว่าเค้าได้พยายามใช้ความเร็วและทักษะพาบอลหนีหรือเลี้สงกระชากหากองหลังแล้วเเต่ไม่ค่อยประสบผลสำเร็จนั่นเอง ก็อาจจะเชื่อมโยงได้กับการทำเกมแบะผ่านบอล คล้ายคลึงกันที่คาวานี่ชอบจะเป็นตัวปิดสกอร์มากกว่าในธรรมชาติการเล่น

ส่วนในเรื่องการโหม่วบอลและการกระโดดเเย่งลูกกลางอากาศนั้น คาวานีถือว่าทำได้ดีเมื่อเทียบกับซลาตันที่สูงกว่าพอสมควรและมีลูกโหม่งมี่คมด้วยเหมือนกันดังนั้น เมื่อเทียบกันแล้ว คาวานี่ Super Star Player ระดับโลก แม้จะถล่มประตูได้ดีกว่าแต่เมื่อเทียบรายละเอียดการเล่นกับดาราระดับโลกบางคนแล้วเค้ายังมีหนทางอีกยาวไกล