การแข่งขันรอบรองชนะเลิศ คู่ ฝรั่งเศส VS. เบลเยี่ยม

การแข่งขันรอบรองชนะเลิศ คู่ ฝรั่งเศส VS. เบลเยี่ยม

เกมการแข่งขันฟุตบอลโลกระหว่างยอดทีมที่มีฝ่าฟันคู่แข่งรอบต่างๆ มาจนเข้าใกล้ นัดชิงขนาดรอบ 4 ทีมสุดท้ายเฉกเช่น ฝรั่งเศส และ เบลเยี่ยม แล้วนั้น พวกเค้าต่างพลาดไม่ได้และต่างคาดหวังอย่างแน่นอนว่าตัวเองจะได้ก้าวไปต่อยังนัดชิงชนะเลิศไปจนถึง การมีโอกาสคว้าแชมป์ ฟุตบอลโลก ปีนี้ด้วยนั่นเอง และด้วยความเป็นทีมระดับเกรดเอ ทั้งคู่ เพราะกำลังผลงานแซงหน้าทีมอื่นๆหลายทีมในหนนี้ เพราะนอกจากจะไม่แพ้ใครเลย ทั้งสองทีมยังยิงประตูได้เยอะมาก และแทบจะไม่เสียประตูง่ายๆเลย ที่สำคัญนักเตะระดับสตาร์ของทั้งสองชาติ ต่างกำลังทำหน้าที่ด้วยฟอร์มอันร้อนแรงมากแทบจะทุกคนนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็น เอ็มปาเป้ และ กริซซ์มันน์ ของฝรั่งเศส และ อาร์ซาร์ด กับ เดอ บรอยน์ ของเบลเยี่ยมนั่นเอง เกมนี้หลายคนอยากจะให้กลายเป็นนัดชิงด้วยซ้ำ แต่เมื่อมาเจอกันแล้วก็ช่วยไม่ได้ต้องวัดกันไปถึงที่สุด ว่าทีมใครจะเป็นฝ่ายเข้ารอบ เกมจะเป็นอย่างไรให้เราไปดูรีวิวกันเลยครับ

วิเคราะห์แทคติก

ในฟุตบอลโลกเกมนี้ฝรั่งเศสแทบจะจัดทีมไม่ต่างจากเดิมเลย ด้วยการจัดทัพเต็มสูบด้วยแผนการเล่น 4-2-3-1 หรือบางครั้งเปลี่ยนเป็น 4-3-3 แล้วแต่จังหวะนั้น พวกเค้ามาในเกมนี้แบบตั้งใจวางเกมมาปราบเบลเยี่ยมโดยเฉพาะ จากมันสมองของ เดเด้ เดอช็องส์ กุนซือเลย อาจจะเป็นเพราะว่าสมัยเล่นบอล เค้าเองเป็นกัปตันทีมในทีมฝรั่งเศสชุด ฟุตบอลโลก คว้าแชมป์ด้วยการเล่นคล้ายกัน คือมีตัวเค้าเป็นกองกลางตัวรับ และยังมี กองกลางที่ตัวใหญ่ เร็วแข็งแกร่งสกรีนป้องอีกชั้นเป็น 3 คน อย่าง ปาทริค วิเอร่า และ มานู เปอตีต์ ทำให้เกมนี้ เค้าแทบจะถอดแบบมาจากการเล่นและแผนของทีมตำนานชุดนั้นเลย ด้วยการมี ก็องเต้ ยืนเป็นกลางรับตัวต่ำ หน้าแผงกองหลัง และขนาบด้วยกองกลางกึ่งตัวรับ ที่เน้นให้ขยันสุดๆในเกมนี้อย่าง ป๊อกบา จากผีแดง และ อีกคนคือ มาตุยดี้ ทำให้เกมของพวกเค้าสมดุลมาก เพราะตรงกลางแทบจะไม่เสียท่าเลย แถมยังใช้ 3 คนนี้ ไล่ตัดเกม ซ้อนการบุกของ ทางตัวรุกเบลเยี่ยมไม่ว่าจะเป็น อาร์ซาร์ด และเดอ บรอยน์ หรือจะเป็นลูกากู และ เมอร์เตน ด้วยซ้ำ เราเลยเห็นได้ชัดในหน้าจอว่า เบลเยี่ยมบุกเท่าไหร่ ก็บุกไม่เข้าจริงๆ ผ่านไปหนึ่งชั้น ก็จะต้องเจออีกชั้นหนึ่งเสมอ นอกจากนั้น ฝรั่งเศสเองก็มีเขี้ยวเล็บอย่าง เอ็มปาเป้ ที่คอยกระชากบอล โชว์ลีลามันๆ ให้ขู่เบลเยี่ยมเป็นระยะๆ ไม่ให้กล้าขึ้นมามาก แต่ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ กองหน้าที่มีชิรูด์ เป็นตัวเป้านั้น แทบจะไม่ได้บอลเลย เพราะว่าเค้ามีความช้ามาก และยังโดดเดี่ยวต้องต่อสู้กับกองหลัง และพักบอลเสียบ่อยๆทิ้งไว้แดนหนาคนเดียว แต่กลับไม่เปลี่ยนออกเกือบทั้งเกม ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะ เค้ามีประโยชน์เหมือนเล่นเป็นกองหน้าตัวรับ คอยป้องกันลูกเตะมุม และวิ่งไล่บอลอีกชั้นนั่นเอง ทางเบลเยี่ยมเองก็ใช่ว่าจะไม่ทำอะไรเลยตลอดเกม เพราะว่าแม้พวกเค้าจะพลาดท่าโดนยิงไปก่อนจากลูกเตะมุม ที่ อุมติตี้ ขึ้นมาโหม่งเข้าไปนำ 1-0 พวกเค้าก็เน้นเกมมากขึ้น ด้วยการเปลี่ยนตัวเอง เดมเบเล่ ที่เล่นไม่ออกแม้จะกลับมาตัวจริง คู่กับ เฟลลานี่ และ วิตเซล แล้วเอา เมอร์เตนลงมาแทนทางปีกขวา ทั้งนี้ก็เห็นชัดเจนแล้ว เพื่อจะใช้การโยนบอลยาวจากด้านข้างเข้ามาแทน และก็เป็นแบบนั้น เมื่อตัวสำรองเปิดบอลจากแดนขวาตลอดเวลาที่เหลืออยู่ แต่ก็ทำไม่สำเร็จเพราะว่าเจอ กองหลังตวกลางงทั้งคู่ของ ฝรั่งเศสที่มาจาก ยอดทีมของโลกอย่าง รีอัล มาดริด และ บาร์ซ่า อย่าง ราฟาเอล วาราน และ ซามูเอล อุมติตี้ มายืนคู่กันนั่นเอง การจับคู่นี้ทำให้ เกมรับของพวกเค้าขึ้นมาเหนียวแน่น และมีราศรีแชมป์ ฟุตบอลโลก มากที่สุดในบรรดาทุกทีมจริงๆ แถมยังสอดขึ้นมาทำประตูทั้งคู่ได้ด้วย โดยเฉพาะวารานนั้น โชว์ความเก๋าและความนิ่งมากๆ จนน่ากลัว เกินอายุ เค้าสกัดลูกอันตราย และตามล็อคกุญแจจับตายลูกากูตลอด 90 นาทีได้ชนิดที่ว่าลูกากูกลายเป็นคนละคนไปเลย จบเกมเป็นฝรั่งเศสที่ทำได้ดีที่สุด แม้เบลเยี่ยมจะทำได้ดี ที่เข้ารอบชิงชนะเลิศไปตามที่คาดหวังและใฝ่ฝัน และเหลืออีกแค่บันไดก้าวเดียวแชมป์ ฟุตบอลโลก ก็จะเป็นของพวกเค้าอย่างหมดจด ส่วนเบลเยี่ยมเองทำได้ไกลมากในปีนี้และชุด Golden Generation ของพวกเค้าชุดนี้จะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่อไปในปี้หน้าๆ